Caviar iPhone Black Edition ราคาเกือบ 5 แสน ไม่มีกล้อง
Caviar เปิดตัว Black Edition รุ่นพิเศษของ iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Duo ผลิตจำกัด 19 เครื่องต่อรุ่น ใช้ไทเทเนียม หนังจระเข้ และทองคำ จุดที่ฮือฮาที่สุดคือรุ่น Supersonic และ Ultimate ที่ถอดกล้องออกทั้งหมดเพื่อใช้ในพื้นที่ความปลอดภัยสูง ราคาสูงสุดทะลุ 460,000 บาท แม้สเปกภายในจะเหมือนเครื่องปกติทุกประการ

Caviar เปิดตัว iPhone Black Edition ราคาเกือบ 5 แสน แต่ไม่มีกล้อง
Caviar แบรนด์แต่งมือถือสุดหรูจากรัสเซีย เปิดตัว Black Edition รุ่นพิเศษของ iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Duo ที่สร้างความฮือฮาด้วยราคาหลักแสนบาท และจุดขายที่แปลกที่สุดคือ บางรุ่นไม่มีกล้องเลย
Black Edition คืออะไร
Caviar ปรับแต่ง iPhone รุ่นท็อปทั้งสามรุ่นให้มีดีไซน์สีดำคมเข้มดุดัน ใช้วัสดุระดับพรีเมียมทั้ง ไทเทเนียม หนังจระเข้ และทองคำ ผลิตแบบจำกัดจำนวนเพียง 19 เครื่องต่อรุ่น เท่านั้น เน้นความเอ็กซ์คลูซีฟสุดขั้วตามสไตล์แบรนด์ปรับแต่งเรือธงที่ขึ้นชื่อเรื่องความแปลกและหรูหรา
จุดที่สะดุดตาที่สุด — ถอดกล้องออกเลย
สิ่งที่ทำให้ Black Edition กลายเป็นกระแสคือรุ่น Supersonic (ของ iPhone 18 Pro) และ Ultimate (ของ iPhone Duo) ที่ ถอดกล้องหลังออกทั้งหมด พร้อม ปิดการทำงานของกล้องหน้าในระดับฮาร์ดแวร์ ทำให้ด้านหลังเครื่องเรียบสนิท ไม่มีพอร์ตกล้องเหลืออยู่เลยแม้แต่จุดเดียว
ทำไมต้องไม่มีกล้อง — ตอบโจทย์พื้นที่ความปลอดภัยสูง
จุดขายของรุ่นไร้กล้องนี้ไม่ใช่เรื่องดีไซน์อย่างเดียว แต่ออกแบบมาเพื่อ คนที่ทำงานในสถานที่ห้ามนำอุปกรณ์มีกล้องเข้าไป เช่น สถานที่ที่มีความปลอดภัยสูงหรือหน่วยงานเฉพาะทางบางประเภท ที่กล้องมือถือถือเป็นความเสี่ยงด้านความลับ
จุดที่น่าสนใจ: รุ่นไร้กล้องกลับมีราคา สูงกว่ารุ่นมีกล้องปกติ เสียอีก สะท้อนว่าการดัดแปลงฮาร์ดแวร์ระดับนี้มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการปรับแต่งทั่วไป
ราคาเริ่มต้นแต่ละรุ่น
| รุ่น | ราคาเริ่มต้น | ราคาไทย (ประมาณ) |
|---|---|---|
| iPhone 18 Pro Black Edition | $10,560 | ~350,000 บาท |
| iPhone 18 Pro Black Edition (ไร้กล้อง) — Supersonic | $10,770 | ~350,000 บาท |
| iPhone Duo Black Edition (Titanium) | $13,410 | ~440,000 บาท |
| iPhone Duo Black Edition (ไร้กล้อง) — Ultimate | $13,990 | ~460,000 บาท |
แพงขึ้น แต่สเปกไม่เปลี่ยน
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ "จ่ายแพงขนาดนี้แรงขึ้นไหม" คำตอบคือ ไม่ เพราะชิป แบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์ยังเหมือนเครื่อง iPhone ปกติทุกประการ ไม่มีการอัปเกรดด้านประสิทธิภาพใดๆ เลย
พูดง่ายๆ คือเงินหลักแสนที่จ่ายไปทั้งหมดคือค่า วัสดุ งานตกแต่งด้วยมือ และความ Limited Edition ล้วนๆ ไม่ได้ซื้อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
สรุปตารางเข้าใจง่าย
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ผู้ผลิต | Caviar (แบรนด์แต่งมือถือหรูจากรัสเซีย) |
| จำนวนผลิต | 19 เครื่องต่อรุ่น |
| วัสดุ | ไทเทเนียม หนังจระเข้ ทองคำ |
| จุดขายพิเศษ | รุ่นไร้กล้องหลัง-หน้า (ระดับฮาร์ดแวร์) |
| ราคาสูงสุด | $13,990 (iPhone Duo Ultimate) |
| สเปกภายใน | เหมือนเครื่องปกติทุกประการ |
สรุป
Caviar Black Edition คือตัวอย่างสุดโต่งของตลาดมือถือแต่งหรูที่ขายความเอ็กซ์คลูซีฟมากกว่าประสิทธิภาพ โดยเฉพาะรุ่นไร้กล้องที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทางอย่างคนทำงานในพื้นที่ความปลอดภัยสูง แม้ราคาจะทะลุครึ่งล้านบาท แต่สิ่งที่ได้คือดีไซน์ วัสดุพรีเมียม และความหายาก ไม่ใช่สมาร์ตโฟนที่แรงกว่าเครื่องปกติแต่อย่างใด
มี iPhone รุ่นปกติ (ไม่ต้องหรูระดับ Caviar) อยากขายเปลี่ยนเป็นเงิน? ทัก BunnyPhone ประเมินราคาฟรี @bunnyphone
Sources:
Gizmochina

ความคิดเห็น (0)
ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกกัน!
แสดงความคิดเห็น
บทความที่เกี่ยวข้อง
วิธีใช้แอปคำสั่งลัด iPhone ให้ชีวิตง่ายขึ้น
แอป Shortcuts ติดตั้งมาใน iPhone ทุกเครื่อง แต่หลายคนไม่เคยใช้ บทความนี้สอนวิธีสร้างคำสั่งลัดตั้งแต่พื้นฐาน องค์ประกอบหลักอย่าง Action, Trigger และ Variable พร้อมตัวอย่าง Automation ที่ใช้ได้จริง ทั้งคำสั่งตื่นนอน ขับรถกลับบ้าน และโหมดทำงาน
ที่ผ่านมา Apple เอาอะไรออกจาก iPhone บ้าง
ย้อนดูทุกสิ่งที่ Apple เคยตัดออกจาก iPhone ตลอดเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ช่องหูฟัง 3.5mm ปุ่ม Home หัวชาร์จในกล่อง ปุ่มเลื่อนปิดเสียงที่เปลี่ยนเป็น Action Button ไปจนถึง Face ID ที่หายไปใน iPhone Duo ล่าสุด บทความนี้สรุปไทม์ไลน์และแพทเทิร์นที่ Apple ทำซ้ำทุกครั้งที่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ข้อดีของ Dynamic Island ใช้ทำอะไรได้บ้าง
Dynamic Island ช่วยให้ดูข้อมูลสำคัญได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอป จัดการสายโทรเข้า ควบคุมเพลง และแสดงผลได้ถึง 2 กิจกรรมพร้อมกัน บทความนี้รวมข้อดีทั้งหมด พร้อมเคล็ดลับใช้งานให้คุ้มที่สุดสำหรับทั้งคนทำงาน คนทำคอนเทนต์ และคนขับรถ
